เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๑๒ ก.พ. ๒๕๔๘

เทศน์เช้า วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

เวลาเราคิดกัน เห็นไหม เราคิดกันเราอยากจะมีความสุข แล้วเวลาว่าทำบุญกุศลแล้วต้องมั่งมีศรีสุข ต้องร่ำรวยไง ใช่! ถ้ามีบุญกุศลนะ อามิส สิ่งที่เราจะสละออกไป เราก็สละออกไปจากวัตถุสิ่งของที่เราหามา แต่ถ้าเราไม่มีวัตถุสิ่งของที่เราจะหามาได้เลย เราไม่ต้องการสิ่งใดเลย เราไม่มีสิ่งใดเลยเราก็ทำบุญได้ อย่างเช่น การนั่งประพฤติปฏิบัติ ถ้าเขาทำบุญกุศลกัน เราอนุโมทนาทานก็ได้ เราไม่ต้องมีสิ่งใดเลย เรานั่งกำหนดหัวใจของเรา 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงบอกเลย ให้ปฏิบัติบูชาเถิด การบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การปฏิบัติบูชา เห็นไหม ถ้าการปฏิบัติบูชา เราจะปฏิบัติได้อย่างไร 

เวลาพูดนี่ ใครก็เห็นว่าการที่คนอื่นปฏิบัติแล้วเขาเสียเวล่ำเวลา เขาต้องใช้เวลาของเขานะ แต่เราจะไปนั่งของเราบ้าง มันทำไม่ได้หรอก สิ่งที่ละเอียดอ่อนนะ ความบังคับใจ นั่งเฉยๆ ดูสิ เด็กเวลาปล่อยให้มันเล่นตามสบายของมัน มันอยู่ได้ทั้งวัน ทั้งวันเลยแหละ แต่ให้มันอยู่สงบเสงี่ยมมันอยู่ไม่ได้ ใจก็เหมือนกัน ถ้ามันคิดตามอำนาจของมัน มันคิดตามความเห็นของมัน ความคิดตามกิเลสของมัน มันพุ่งได้ไปทั้งวันนะ เห็นไหม 

ถึงบอก เวลาทำบุญกุศลแล้วต้องให้มั่งมีศรีสุข ใช่ต้องมั่งมีศรีสุขถ้ามันมีบุญกุศลจริง แต่การมั่งมีศรีสุข ถ้ามั่งมีศรีสุขแล้วเราไปติดสิ่งนั้น เห็นไหม ผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินะ เวลาต้องเสียชีวิตไป ต้องไปเกิดเป็นเทวดา นั่งคอตกเลย สมบัติของเทวดายังไม่ต้องการเลย เพราะอะไร เพราะคนที่ประพฤติปฏิบัติ เห็นไหม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นแก้วสารพัดนึก 

พระธรรมคือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราปฏิบัติได้ไม่ถึง แต่เราก็เชื่อตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก วัฏวน เห็นไหม คนเราไปเกิด เกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม นี่อายุขัยเขามากกว่าเรา ถ้ามากกว่าเรา เราไปตกอยู่ที่นั่นมันเสียเวลาไง ถ้ามันเสียเวลา คนเราไปอยู่ที่นั่นมันเพลิน มันมีความสุข เห็นไหม เหมือนกันเลย เราเปรียบเทวดาเหมือนกับลูกเศรษฐี เปรียบนรกเหมือนกับคนทุกข์ คนเข็ญใจ 

เหมือนกัน เวลาเป็นลูกเศรษฐี แล้วเงินมันใช้ไม่มีวันหมดนะ ลูกเศรษฐีมันยังมีเงินอาจจะขาดมือบ้าง แต่ถ้าเกิดเป็นเทวดาเพราะมันเป็นทิพย์ไง นึกปรารถนาสิ่งใด ก็ได้ปรารถนาสิ่งนั้น เพราะมันเป็นวิญญาณาหาร เราปรารถนาสิ่งใด เราปรารถนา เรานึกมันเป็นทิพย์ไง มันจะมีความสุข ความสุขไปตลอด แล้วมันเพลินไง 

คนเพลินกับชีวิตอย่างนั้น คนเพลินกับชีวิตนะ แต่ทำไมคนเพลินกับชีวิต เวลาถึงที่สุดแล้วทำไมมีความทุกข์ล่ะ มีความทุกข์เพราะอะไร เพราะถึงที่สุดแล้ว พอแสงมันหมด มันหมดอายุขัยมันต้องเป็นไป มันต้องดับไง ชีวิตนี้มันต้องสิ้นไป มันต้องดับ เห็นไหม ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ เวลาถ้าไปเกิดเป็นเทวดาถึงนั่งคอตก ไม่ต้องการไปเกิดเป็นเทวดานั้น เพราะไปเกิดเป็นเทวดามันมีความประมาทได้

ความประมาทหมายถึงว่าเสพแต่ความสุขอย่างนั้น แล้วมันจะมีความประมาทเลินเล่อ ความประมาทเลินเล่อเหมือนเรานี่เงินเรามีเต็มกระเป๋าเลย แล้วเราใช้จนหมด เวลาหมดเงินแล้วเราต้องทำอย่างไรล่ะ เพราะอะไร เพราะเรายังมีชีวิตอยู่ไง เราต้องจับจ่ายใช้สอยต่อไปไง 

จิตนี้ก็เหมือนกัน ในเมื่อมันเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม เวลามันตาย มันหมดชีวิตอันนั้นน่ะ ตัวจิตมันต้องไปเกิดอีกไง เหมือนกับวาระที่ว่าเราเป็นเทวดา เหมือนเราใช้เงินจนหมดแล้ว แล้วเราจะไปไหนล่ะ เวลาเทวดาเขาอวยพรกัน เห็นไหม เวลาหมดอายุขัยแล้ว ขอให้ไปเกิดเป็นมนุษย์เถิด แล้วเกิดพบพระพุทธศาสนา จะได้สะสมเงินไว้อีกไง สะสมบุญกุศลนี่ไง สะสมคุณงามความดีของเรานี่ไง 

ถ้าสะสมของเราจะได้ไปเกิดเป็นเทวดาอีก เพราะอะไร เพราะเทวดาเขาไม่เข้าใจเรื่องอริยสัจไง เรื่องอริยสัจจะเข้าใจได้ต้องเป็นพระอริยเจ้าไง พระอริยเจ้าคือว่ามนุษย์เรานี่ เจ้าชายสิทธัตถะ เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาแล้ว เวลาเทศนาว่าการ เทวดาสำเร็จเป็นหมื่นเป็นแสนนะ สำเร็จเพราะอะไร เพราะวาสนา อำนาจวาสนาของเขา 

แล้วในปัจจุบันนี้ล่ะ ในปัจจุบันนี้เทวดาที่ว่าเขามีสติสัมปชัญญะ เขาทำคุณงามความดีของเขา เพราะในเทวดานั้นก็มีเทวดาพระอริยเจ้า เพราะอะไร เพราะพระโสดาบัน เห็นไหม ถ้าประพฤติปฏิบัติแล้วยังไม่ถึงที่สุดก็ไปเกิด ถ้าตายไปก็ไปเกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นมนุษย์มันก็สมบัติอันนี้ยังมีอยู่ ผู้ที่หูตาสว่างก็มี ผู้ที่เพลินในความสุข ความสุขที่ได้รับผลจากการทำบุญก็มี 

ผู้ที่เขาแสวงหา นี่ปัญญาอันนี้เกิดจากไหนล่ะ เกิดจากรัตนตรัย เกิดจากธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นแก้วสารพัดนึก เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งของใจไง ถ้าเราเกาะเกี่ยวตรงนี้ ถ้าเกาะเกี่ยวตรงนี้มันจะเห็นคุณค่าไง ว่าเราทำบุญกุศลแล้วต้องมั่งมีศรีสุข มั่งมีศรีสุขมันเป็นอำนาจวาสนาก็มั่งมีศรีสุข 

ถ้าไม่มั่งมีศรีสุข เราก็อยู่อำนาจ อยู่ที่ใจของเรา เพราะอะไร เพราะเรามีหัวใจไง เราเห็นใจของเรา ความมั่งมีศรีสุขนี้เป็นสมบัติพัสถาน เป็นปัจจัยเครื่องอาศัยอันหนึ่ง ถ้าเราไปติดตรงนั้นมันก็ติดหยาบไง เราจะเข้าบ้าน เราไปอยู่ชานเรือนแล้วก็นอนที่นั่นว่า ที่นี่เป็นบ้าน ที่นี่เป็นบ้าน เหมือนกัน นี่ก็เหมือนกัน เราไปติดที่สมบัติพัสถาน มันไปติดที่อามิสไง 

แต่ถ้าเราทะลุเข้าไปถึงในบ้าน เราผ่านเข้าไป สิ่งที่เราเข้าไปเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้าน ชานเรือนมันก็เป็นของเรา ในรั้วรอบขอบชิดในบ้านนั้นก็เป็นของเรา นี่ก็เหมือนกัน ถ้าใจมันประเสริฐขึ้นมา มันย้อนกลับไปที่หัวใจของเขา ย้อนกลับมาจากภายใน เขาไม่ติดตรงนี้ไง จะมั่งมีศรีสุข จะมีขนาดไหน นี่ก็เป็นสมบัติของโลก นี่ก็เป็นเครื่องใช้สอยที่ให้เราได้สร้างบารมีของเราขึ้นมา 

ถ้ามันไม่มีสิ่งนั้นขึ้นมา เราก็สร้างบารมีของเราด้วยอำนาจวาสนาของเราขนาดนี้ เราก็เข้าถึงใจ ใจมันสำคัญไง สำคัญกว่าไง ความสุข ความทุกข์สำคัญกว่าสิ่งที่เราปรารถนา สิ่งที่เรามองเห็นนี่มันเป็นเครื่องล่อ เป็นเครื่องล่อให้จิตถึงตรงนี้ แล้วเราจะเข้าไม่ถึงใจของเรา ในศาสนานี้ถึงว่ามีหยาบ มีกลาง มีละเอียด ความหยาบๆ ก็ต้องการสภาวะแบบนั้น 

เวลาคนประพฤติปฏิบัติ ประพฤติปฏิบัติง่าย ประพฤติปฏิบัติยาก ประพฤติปฏิบัติง่ายรู้ง่าย ประพฤติปฏิบัติง่ายรู้ยาก ประพฤติปฏิบัติยากรู้ง่าย ประพฤติปฏิบัติยากรู้ยาก อันนี้มันอยู่ที่ว่าถ้าเราเข้าไปถึงตรงนี้ การประพฤติปฏิบัติอันนี้มันจะเป็นสมบัติของใจดวงนี้ ถ้าเป็นสมบัติของใจดวงนี้ เห็นไหม ความสุข ความทุกข์อยู่ตรงนี้ไง ถ้าศาสนาสอน สอนเข้าไปตรงนี้ไง 

โลกนี้คนโง่มากหรือคนฉลาดมาก เวลาสัญชัยบอกกับพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เวลาไปอยู่กับสัญชัย ถ้าเข้าไม่ถึงไง โลกนี้ก็เป็นสภาวะแบบนี้ สิ่งนี้คือไม่มี ไม่มีคืออะไร ไม่มีคือไม่มี ไม่มีคือไม่มี ปฏิเสธไปตลอด ความปฏิเสธไปตลอด มันต้องมีหลักการในการปฏิเสธนะ ปฏิเสธว่าสิ่งนี้ไม่มี ไม่มีตลอดไป แต่เวลาพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะปฏิบัติมาแล้ว มันวนไปไม่ตลอด จนมาเจอธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง แล้วย้อนกลับไปนะ

สิ่งนี้พอฟังพระอัสสชิพูด สิ่งทั้งหลายย่อมมาแต่เหตุ สิ่งที่ไม่มีมันเกิดลอยๆ มาได้อย่างไร มันมีเหตุของมัน มันต้องมีจุดเริ่มต้นของมัน มันมีการสัมผัสของมัน มันเกิดสถานะใหม่ของมันไป ต้องย้อนกลับไปหาเหตุ สิ่งที่เกิดขึ้น วิบากนี้ย้อนเข้าไปหาเหตุ พอฟังพระอัสสชิเทศน์อย่างนั้นน่ะ พระสารีบุตรเป็นพระโสดาบันเลย ไปบอกพระโมคคัลลานะเป็นพระโสดาบันเหมือนกัน สุดท้ายแล้วชวนกันไปหาพระพุทธเจ้า ระลึกถึงอาจารย์ไง ไปชวนอาจารย์ สัญชัย 

สัญชัยถามกลับเลย โลกนี้คนโง่มากหรือคนฉลาดมาก” 

คนโง่มากกว่าคนฉลาด คือว่าคนที่เข้าปัญญา คำว่า โง่” นี้ไม่ใช่โง่โดยไม่มีปัญญา โง่หมายถึงว่ามันมืดบอดของใจไง โง่คือว่าเข้าถึงความละเอียดไม่ได้ ได้แต่ความหยาบๆ ไง เข้าได้แต่เรื่องของโลก เรื่องของวิทยาศาสตร์ เรื่องของการพิสูจน์ได้ นี่คนโง่ 

ถ้าคนฉลาดนะ สิ่งนี้มันพิสูจน์ได้โดยวิทยาศาสตร์ แต่เรื่องของจิตมันพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ไหม ได้ วิทยาศาสตร์ทางจิต แต่วิทยาศาสตร์ทางจิตมันเรื่องอริยสัจ แต่โลกเขาไม่มีนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งขนาดนั้น เขาถึงพิสูจน์อย่างนี้ไม่ได้ไง นี่เรื่องวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องโง่ๆ โง่ๆ เพราะมันติดในเรื่องของโลก ติดกับการพิสูจน์ แล้วก็ยึดทฤษฎีอันนี้ไง 

ธรรมเหนือโลก เหนือโลก เหนืออย่างนี้ไง เหนือสิ่งที่ปล่อยวางสิ่งนี้เข้ามา ถ้าเราติดที่มรรคหยาบๆ ต้องการพิสูจน์ได้ ต้องมีกฎหมายรองรับ ต้องมีทุกอย่างพร้อม ทุกอย่างพร้อม แล้วจริตนิสัยมันเป็นสภาวะแบบนั้นหรือ สภาวะเป็นความภายใน ถึงบอกโลกนี้มีคนโง่มากหรือคนฉลาดมาก มีคนโง่มาก เราจะอยู่กับคนโง่ เพราะคนโง่มันสอนง่ายไง คนโง่มันเชื่อฟังง่ายไง แต่ถ้าคนฉลาดมันต้องมีเหตุมีผล พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะถึงย้ายไปอยู่กับพระพุทธเจ้า แต่สัญชัยก็อยู่ของเขาไป 

นี่ก็เหมือนกัน ในปัจจุบันนี้คนเข้าถึงทางปัจจัยทางเครื่องอาศัย ทางพิสูจน์นี่มันมีมากหรือมีน้อยล่ะ ถ้ามีมาก เห็นไหม ถ้าเราเชื่อเขาได้ไหมล่ะ เราไม่เชื่อเขา ถ้าเราไม่เชื่อเขา เราจะมีความตื่นตัวไหม โลกเขาทำงานกันนะ เขาทำงานทั้งคืนเลย ทั้งวันทั้งคืน ๒๔ ชั่วโมงเขาทำได้ เขาทำโอทีของเขา เขาทำของเขา 

แล้วเรานักปฏิบัติเราจะทำน้อยกว่าเขา แต่เราจะเอาผลบุญมากกว่าเขา เราจะเอาหัวใจออกจากกิเลส เราจะเอาหัวใจออกจากกิเลสนะ เพราะกิเลสมันครอบคลุมใจอยู่ ถ้าเราจะทำงานของเราไม่สมกับความเป็นไป แล้วเราจะเอาผลอย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอก 

เราถึงต้องตั้งสติ แล้วเราต้องทำให้เข้มข้นกว่าเขา เวลาทำอย่างนั้นขึ้นมา โลกเขาติเตียนอีกน่ะ บอกว่าเป็นอัตตกิลมถานุโยค คือทำตนให้ลำบากเปล่า มันต้องลำบาก มันต้องมีความเป็นไป เพราะไม่ลำบาก กิเลสมันหลอกลวงไง มันหลอกลวงว่าสิ่งนี้ความสุขความสบาย ทุกคนปรารถนาความสุข เห็นไหม เวลาเราอยู่ทางโลก เรามีอำนวยความสะดวกนี่คือความสุข 

แต่ถ้าพระมีอำนวยความสะดวก กินอิ่มนอนอุ่นนะ ถ้าอำนวยความสะดวก หัวใจมันดีดดิ้น หัวใจมันดีดดิ้นนะ เรากินอิ่มนอนอุ่นทางโลกเขา ของเขา เขาเสพของเขาอย่างนั้นโดยธรรมชาติของเขา แต่เขาอยู่ของเขาอย่างนั้นเขายังว้าเหว่ เขายังมีความทุกข์เลย แต่เราจะกินอิ่มนอนอุ่นของเขาอย่างนั้นไม่ได้ มันถึงต้องตัดทอนไง ต้องตัดทอนไฟ ชักฟืนไฟออกจากกองไฟ ถ้าเราชักท่อนฟืนออกจากกองไฟ ชักเชื้อออกจากไฟ ไฟมันจะมอด มันจะเบาลง เบาลง 

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเรามีศีล มีธรรม เราขัดใจของเรา ขัดใจของเราตลอดไป ขัดใจของเรา ต้องบังคับมัน ต้องบังคับนะ ถ้าไม่ฝืนเป็นไปไม่ได้หรอก การทำอย่างนี้แล้วมันจะทำได้อย่างไร แต่ถ้าการอ้อนวอนเอา ทำบุญกุศลแล้วได้บุญกุศล 

นี่ก็เหมือนกัน เราปรารถนาเอา มันเป็นไปได้ในเรื่องของความหยาบๆ นะ เวลาทำบุญ เนื้อนาบุญของโลก ถ้าเนื้อนาบุญของโลก เนื้อนาดี ดินดี น้ำดี อากาศดี ฝนดี ทุกอย่างเราสละทานไปมันจะเป็นประโยชน์มาก ถ้าเราปรารถนาสิ่งนั้น เราก็อธิษฐานของเราอย่างนั้น นี้เป็นเรื่องของวุฒิภาวะของใจ แต่คนที่ต้องการความละเอียดกว่านั้น เขาต้องการฟังธรรม เขาต้องการสิ่งที่เป็นอามิสธรรมที่เข้าไปถึงหัวใจไง

ถ้าเข้าไปถึงหัวใจ เห็นไหม สิ่งนี้มันจะเข้ามาตลอด แล้วมันเป็นสิ่งที่ว่าชี้นำกันได้อย่างไร ถ้าคนมืดบอดมันก็มืดบอดตลอดไป ถ้าคนสว่างนะ ตาสว่าง คนตาสว่าง คนหูตาสว่าง จะจูงคนตาบอดได้ คนตาบอดจูงคนตาบอดไม่ได้ การฟังธรรมถึงว่าเกิดจากตรงนี้ไง เกิดจากผู้หูตาสว่าง ผู้ที่หูตาสว่าง เพราะมันจะเรื่องความลึกลับของใจ ความลึกลับของใจ เรื่องกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันปิดบังอย่างนี้ แล้วเราเกิดปัญญา ปัญญาแบบผู้โง่ๆ อย่างนี้ มันก็ต้องพิสูจน์ ต้องพิสูจน์ไง แต่มันไม่สามารถปล่อยวางตรงนี้ได้ เพราะมันพิสูจน์มันยึดของมัน 

เวลาทางยุโรปเขามาบวชเป็นพระ เวลาจิตเป็นสมาธิขึ้นมาเขาก็ไม่เชื่อ เขาปล่อยให้เสื่อมนะ เขาอยากพิสูจน์ของเขาอย่างนั้นน่ะ เพราะเขาต้องการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไง ว่าจิตสงบแล้วมันสงบได้อย่างไร นี่ปล่อยจนเสื่อมนะ พยายามพิสูจน์กับใจของตัวเอง เพราะว่าเขาเรียนมาทางวิทยาศาสตร์มาก ความลังเลสงสัยเขาจะมีมาก แล้วเขาต้องพิสูจน์ตลอดไป นี่มันถึงติดตรงนี้ไง 

แต่ถ้ามันมีความจริงจังนะ สิ่งที่มันเกิดขึ้นมา เราต้องตั้งขึ้นมาให้ได้ ดำรงความเป็นไปของมันได้ ดำรงความเป็นไปของใจ จิตตั้งมั่น จิตตั้งมั่น เวลาผู้ที่ทำสัมมาสมาธิ นี่ใจเป็นอย่างนี้หรือ ใจเป็นอย่างนี้หรือ ความรู้สึกเป็นอย่างนี้หรือ มันจะมีสติรู้ตลอดไป มันเป็นจิต มันเป็นสิ่งที่รับรู้ ใจมันสัมผัสกับความรู้สึก สัมผัสกับความสงบอันนี้ แล้วถ้าทำอย่างนี้ เรามีสติ เรามีสติเราควบคุมใจของเราขึ้นมา มันจะเป็นขึ้นมา 

ถึงบอกว่า เวลาการก่อสร้าง เห็นไหม ต้องมีพิมพ์เขียว แล้วจะต้องหาวัสดุก่อสร้างขึ้นมา ก่อสร้างเพื่อเป็นบ้านเป็นเรือน เป็นวัสดุก่อสร้างต่างๆ มันต้องมีแบบก่อน มีพิมพ์เขียวก่อน นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เป็นพิมพ์เขียว สิ่งที่เป็นใจ สิ่งที่เป็นความรู้สึกที่เป็นอริยมรรค ที่เป็นสัมมาสมาธินี่มันเกิดขึ้นมาจากไหน พิมพ์เขียวคือธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่สิ่งที่เป็นวัสดุก่อสร้าง สิ่งที่เป็นมรรค ๘ เป็นปัญญาชอบ ความเพียรชอบ งานชอบ งานชอบเกิดมาจากไหน เราสั่งไม่ได้ วัสดุก่อสร้างไม่มี เราก็สั่งของเราขึ้นมาได้ ไม่มีเราก็ต้องคิดค้นขึ้นมา วิเคราะห์วิจัยขึ้นมาเพื่อสิ่งนี้เอามาเป็นวัสดุงานก่อสร้าง เพื่อทำให้สิ่งนั้นเป็นวัตถุขึ้นมา 

แต่การวิปัสสนาขึ้นมาถ้าไม่มีมรรค ๘ ไม่มีความเพียรชอบ ไม่มีงานชอบ วัสดุไม่มี สิ่งที่จะก่อสร้างขึ้นมาให้เป็นมรรคญาณมันเกิดมาจากไหน สิ่งที่เป็นมรรคญาณเกิดขึ้นมาจากใจ จากใจดวงนี้ ใจที่มันจับต้องไม่ได้ จากเริ่มต้น เห็นไหม เราเห็นแต่ว่าเป็นความมั่งมีศรีสุข เราไปมองแต่ข้างหน้าว่าสิ่งนี้เป็นธรรมไง คนที่มั่งมีศรีสุขมากคนนั้นจะมีความเจริญมาก ไม่ใช่! คนที่มีความเพียร คนที่มีหัวใจ คนที่มีปัญญาในหัวใจ ปัญญาในหัวใจมันย้อนกลับเข้ามา ย้อนกลับเข้ามาเห็นสภาวะของมัน 

ถ้าเห็นสภาวะของมันนี่เริ่มเกิดแค่วัสดุการก่อสร้างนะ เกิดวัสดุที่เราจะเข้ามาสร้างสมขึ้นมาให้มันเป็นมรรคขึ้นมาไง มรรคญาณเกิดอย่างนี้ มันถึงพิสูจน์กันได้ คนถ้าไม่มีมรรคญาณ เหมือนกับคนไม่เคยมีรถ คนไม่เคยมีรถ คนไม่เคยมีพาหนะที่จะขับเคลื่อนไป มันไม่รู้จักหรอก แต่ถ้าคนมีรถมันรู้เลยรถมี ๔ ล้อ ๖ ล้อ ๘ ล้อ กี่ล้อก็แล้วแต่รถนี้มันขับเคลื่อนไป เห็นไหม

มันก็เหมือนกับคนมีอำนาจวาสนามาก คนมีอำนาจวาสนาน้อย เวลาขับเคลื่อนไป มรรคญาณมันจะมีมโหฬารขนาดไหน มันทำลายกิเลสแล้วมันจะรู้สิ่งต่างๆ มหาศาลเลย แต่รถต้องขับเคลื่อนไป ถ้ารถขับเคลื่อนไป ขับเคลื่อนไปด้วยอะไร เหมือนกัน ในเมื่อมีสัมมาสมาธิเป็นตัวพาหนะ ในเมื่อมีล้อคือความเพียรชอบ งานชอบ มีปัญญาคือพวงมาลัย มีสิ่งที่เป็นไฟส่องสว่างไปข้างหน้าตลอดไป มรรคญาณมันเกิดสภาวะแบบนี้ไง สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างนี้ต่างหาก นี่บุญกุศล 

เราไปปรารถนากันแต่แก้ว แหวน เงิน ทอง ความสุขความมั่งมีศรีสุขทางโลก แต่ความมั่งมีศรีสุขของมรรคญาณ ความมั่งมีศรีสุขของปัญญาญาณที่จะเข้าไปชำระกิเลส ชำระหัวใจที่ว่ามันเกิดเป็นพรหม เป็นอินทร์ เป็นเทวดา สิ่งนี้สถานะมีความพอใจ แต่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเห็นความอย่างนี้เป็นความเนิ่นช้า 

แต่ถ้ามีหมุนกลับมาปัญญาญาณเข้ามาทำลายเดี๋ยวนี้ มันจะเกิดเป็นอะไรล่ะ แล้วจิตตัวนี้มันเกิดเป็นเทวดา ก็จิตนี้ก็ไปเกิด เวลาตายแล้วจิตตัวนี้ก็ต้องไปเสวยภพชาติต่างๆ ต่อไป แต่ในเมื่อทำลายกิเลสออกไป เชื้อไขอันนี้มันไม่มี มันจะไม่ต้องไปเกิดที่ใดอีกเลย แล้วมันมีของมันอยู่โดยธรรมชาติอันนี้มันเป็นความสุขโดยยั่งยืน นี่วิมุตติสุข เอวัง